Thangka & Mandara
 
 

(layout) 2014223_24085.jpg


ทังก้า มันดาลา..... พุทธศิลป์ชั้นสูง

ทังก้า คืออะไร??   ทังก้า คือภาพวาดแทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากจะเข้าใจได้โดยง่าย ก็เปรียบเสมือนพระพุทธรูป นั้นเอง โดยปกติแล้ว ทังก้า จะเขียนบอกเล่า เกี่ยวกับพุทธองค์ เหมือนจิตรกรรมฝาผนัง ในประเทศไทย แต่เขียนลงบนผ้าแทน ชาวทิเบต ไม่มีพระพุทธรูป แต่จะมีทังก้าเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า ในหนึ่งปี จะมีประเพณีนำทังก้า ในโบสถ์วิหาร ออกมาให้พุทธศานิกชน ได้กราบไหว้ นับว่าเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ประจำปี ทังก้า เป็นจิตรกรรม ที่พิถีพิถันเป็นอย่างมาก หนึ่งภาพอาจต้องใช้เวลากว่าปี ผู้เขียน ต้องเข้าใจในพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้ และที่สำคัญสีที่ใช้เขียน เป็นสีธรรมชาติ ที่ต้องสรรหาแร่ธาตุ ตามเทือกเขาหิมาลัย หาทำสี โดยไม่ใช้สีวิทยาศาสตร์เด็ดขาด สีและภาพที่เขียน จะมีความคมชัด สดใส ยาวนานกว่า ร้อยปี
What is Thangkas ??

         The earliest paintings appeared in 11th century AD. and consisted of illustrated manuscripts on palm leaf or rice paper. Thangkas, a more predominant form of painting, are popular among Buddhists Tibet and Nepal These paintings on cotton are rectangular in shape and usually longer than they are wide. They are framed with three stripes of Chinese brocade of blue, yellow and red which represent the rainbow which separates sacred objects from the material world. Older Thangkas consisted of mineral-based colors, while current Thangkas are produced with vegetable-based or chemical colors. Frequent themes of Thangkas include images of Buddhist figures, mandala designs, the wheel of life design, or depiction of scenes or stories.


(layout) 2014223_24887.jpg




“ ทังก้า ” จัดเป็นศิลปะระดับสูง คือภาพวาดแทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากจะเข้าใจได้โดยง่าย ก็เปรียบเสมือนพระพุทธรูป นั้นเอง โดยปกติแล้วทังก้าจะเขียนบอกเล่าเกี่ยวกับพุทธองค์ เหมือนจิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทย แต่เขียนลงบนผ้าแทน ชาวทิเบตไม่มีพระพุทธรูป แต่จะมีทังก้าเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า ที่สำคัญในการทำแบบโบราณดั้งเดิม สีที่ใช้เขียนเป็นสีธรรมชาติที่ต้องสรรหาแร่ธาตุตามเทือกเขาหิมาลัย นำมาบดผสมกับยางไม้ เขียนด้วยเกรียงเขาจามรี ส่วนสีทองก็จะใช้เนื้อทองคำแท้ น้ำที่ใช้ผสมสียังต้องใช้น้ำแร่ผสมกับสีธรรมชาติในการวาด กระบวนการทำค่อนข้างยากลำบาก และมีวิธีการที่สลับซับซ้อน ภาพทังก้าทุกภาพเป็นงานแฮนด์เมดทั้งสิ้น ภาพเขียนแต่ละชิ้นใช้เวลานาน มีความประณีตและทนทาน สีและภาพที่เขียนจะมีความคมชัดสดใสยาวนานกว่าร้อยปี ภาพที่ดีที่สุดนั้นใช้เวลาในการทำถึง 60 วัน และอยู่ได้นานเป็นเวลาถึง 400 ปีทีเดียว



เห็นได้จากสำนักสงฆ์หลายแห่งในลาดักห์ (Ladakh) อายุเกือบหนึ่งพันปี แต่สีของภาพในวัดก็ยังคงสดใสอยู่ งานปักผ้าทังก้า (Thangka Applique') ก็งดงามไม่แพ้กัน เขาจะใช้ผ้าชิ้นเล็กหลากสีมาเย็บเป็นส่วนๆ แยกแต่ละสีตามลวดลายที่ใช้โดยมีทั้งผ้าสีพื้นและผ้าลาย บุด้านในทีละชิ้นให้นูนออกมา เดินลายเส้นด้วยไหม แล้วเย็บประกอบกันเป็นภาพนูนต่ำของเทพเจ้าซึ่งจะประดับไว้ในพระอุโบสถ นักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสวัฒนธรรมทิเบตให้ลึกซึ้ง ก็สามารถพักได้ที่เกสต์เฮาส์ของที่นั่น ซึ่งตกแต่งด้วยเครื่องใช้ในแบบทิเบตทั้งหมด

(layout) 2014223_24105.jpg


ในทุกปีชาวพุทธทิเบตจะจัดงานเฉลิมฉลอง เทศกาล “Yogurt Festival” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.1959 โดยในงานนี้ได้นำภาพผ้าไหมปักภาพพระศากยมุนีองค์ใหญ่ รายล้อมด้วยภาพของพระสาวก ภาพนี้มีขนาดสูง 42 เมตร กว้าง 37 เมตร เป็นฝีมือการเย็บปักถักร้อยของพระสงฆ์หลายรูปในพระอารามเดรปุง มาตั้งอยู่บริเวณเนินเขาใกล้กับพระอารามเดรปุงในกรุงลาซา เมืองหลวงของทิเบต เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้สักการบูชา



พิธีเริ่มขึ้นในตอนเช้า ชาวทิเบตนับหมื่นคนในชุดแต่งกายพื้นเมือง รวมทั้งพระสงฆ์ต่างพากันปีนขึ้นไปบนเนินเขา ช่วยกันจับภาพผ้าไหมผืนมหึมาขึงไว้บนแท่นที่ตั้งอยู่ตรงเนินเขาใกล้กับพระอา รามเดรปุง ผู้คนบางส่วนก็ป่ายปีนขึ้นไปข้างๆภาพ และโยนผ้าคลุมที่ใช้สวดมนต์ซึ่งทำจากไหมและโปรยปรายกระดาษสีต่างๆลงบนภาพ พร้อมกับอธิษฐานขอพรในขณะที่เสียงแตรดังกังวาน เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นเทศกาล ซึ่งจะมีผู้คนนับแสนจากที่ต่างๆหลั่งไหลมาสักการบูชาสวดมนต์ขอพร และชมภาพทังก้าที่ปักภาพพระศากยมุนีองค์ใหญ่อันงดงาม วิจิตรที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวทิเบตโดยเฉพาะ
“ มันดาลา ” ลวดลาย กาลจักรแห่งพุทธ ที่ปรากฏบนผืนภาพ “ ทังก้า ”



คำว่า ‘มันดาลา’มาจากภาษาสันสกฤต ‘มันดา (manda)’ ภาษาบาลีเรียกตันกะ แปลเป็นภาษาทิเบต ตรงกับคำว่า ‘dkyil’ ซึ่งหมายถึง ‘แก่นศูนย์กลาง หรือที่นั่ง’โดยใช้ในความหมายควบคู่ไปกับคำว่า ‘โพธิ’ หรือการตื่น การบรรลุธรรม ซึ่งชี้ถึงสถานที่นั่งภายใต้ต้นโพธิ์ที่ซึ่งการตรัสรู้อย่างสมบูรณ์ได้เกิด ขึ้น ส่วนคำว่า‘ลา (la)’หมายถึง ‘วงล้อที่หลอมรวมแก่น’ ดังนั้น ‘มันดาลา’ จึงแปลว่า ‘ที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ต่างๆในขณะที่รู้แจ้ง’และภาพเหล่า นี้จะปรากฏในมโนทัศน์ของวัชราจารย์ (ครูบาอาจารย์ในพุทธศาสนานิกายวัชรยาน) สำหรับคนไทยเราเรียกคำว่ามันดาลาเป็นสำเนียงไทยว่า ‘มณฑล’นั่นเอง ซึ่งก็มีความหมายสอดคล้องกัน



ในทางคัมภีร์แล้ว ทิเบตถือว่าทุกชีวิตก็คือมันดาลา มากกว่าจะเป็นเพียงแค่จุดของการตระหนักรู้ เพราะเราก็คือสิ่งแวดล้อมของเราเอง อาจกล่าวได้ว่า มันดาลาก็เปรียบเหมือน กับพิมพ์เขียวสำหรับการบรรลุธรรมที่ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการปลดปล่อยตนเองสู่ อิสรภาพที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสภาวะแวดล้อม



โดยทั่วไปมันดาลามักจะสร้างเป็นวิหารที่มีประตู 4 ทิศ ซึ่งแต่ละทิศจะแสดงถึงพรหมวิหารทั้ง 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และก่อนที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะเดินเข้าประตูได้นั้น จะต้องผ่านด่านทดสอบคือกำแพง 4 ชั้น ซึ่งประกอบไปดัวย

1.กำแพงไฟแห่งความรู้อันบริสุทธิ์

2.กำแพงเพชรแสดงความแข็งแกร่งและกล้าหาญ

3.กำแพงหลุมศพแห่งการมีสติรู้

4.กำแพงดอกบัวแสดงถึงการยอมอุทิศตนต่อพุทธะ



มันดาลาสามารถสร้างได้จากกระดาษ ผ้า หรือทรายก็ได้ โดยมักเริ่มจากโครงประกอบด้วยรูปทรงเรขาคณิตแบบง่ายๆ และค่อยๆเพิ่มรายละเอียดภายใน ตามแต่จินตนาการ หรือภาพนิมิตที่เห็น ดังนั้นการสร้างแต่ละครั้งสิ่งที่สำคัญคือ จิตใจที่มีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่กำลังสร้าง



พระลามะส่วนใหญ่รู้วิธีการสร้างมันดาลา เพื่อใช้ในการประกอบพีธีต่างๆ บางรูปใช้เวลาสร้างเป็นเดือน ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว การสร้างมันดาลาเป็นการฝึกฝนจิตอย่างหนึ่ง มโนจิตและสมาธิต้องดำเนินไปด้วยกัน การ สร้างมันดาลาไม่มีการร่างโครงร่างก่อน ไม่ว่ารูปมันดาลานั้นจะใหญ่หรือเล็กขนาดใด ดังนั้นมโนจิตในมันดาลานั้นต้องเที่ยงตรง สมาธิต้องมั่นคง บางครั้งพระบางรูปจะท่องมนตราและแผ่เมตตาในขณะที่สร้างด้วย ถือเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ นานๆ จึงจะ จัดทีหนึ่ง ขณะทำพระลามะจะสวดมนต์ เพ่งกระแสจิตตลอด มีความพยายาม แนวแน่ อดทนสูง กว่าจะได้เป็นภาพแต่ละส่วน



ปริศนาธรรมที่แฝงมาในมันดาลานั้นก็คือ ไม่ว่าจะสมบูรณ์สวยงามหรือมั่นคงเพียงใด สุดท้ายก็ต้องสูญสลายไปตามธรรมชาติ และก็เช่นกันเมื่อสูญสลายไปแล้ว ก็จะต้องถูกสร้างขึ้นมาอีก เพราะความมีอยู่ทำให้เกิดความว่าง และความว่างก็เป็นบ่อเกิดของความมีอยู่



นอกจากนี้ชาวทิเบตเองยังมีความเชื่อว่า มันดาลาสร้างโดยพระผู้มีปัญญาอันบริสุทธิ์ เนื่องจากในขณะที่สร้าง พระสงฆ์ได้อัญเชิญพลังศักดิ์สิทธิ์มาสถิตในมันดาลา ซึ่งจะเป็นสิริมงคลให้กับผู้ที่ได้มาเยี่ยมชมมันดาลา อีกทั้งยังช่วยคุ้มครองปกป้องสถานที่ซึ่งมันดาลานั้นตั้งอยู่อีกด้วย



ปัจจุบัน ได้มีการประยุกต์เรื่องมันดาลามาใช้ในการบำบัดรักษาโรคทางจิต โดยให้ผู้รับการบำบัดวาดภาพมันดาลา ซึ่งเป็นการแสดงออกทางอารมณ์และจิตใต้สำนึกของตัวตนภายใน ทำให้นักจิตแพทย์สามารถเข้าใจถึงปมปัญหาของคนไข้ได้มากขึ้น มันดาลาในยุคปัจจุบันจึงมีรูปร่างและสีสันที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ละบุคคลจะสร้างออกมา



อย่างไรก็ดีภาพมันดาลาเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง บางท่านอาจสนใจเพียงความสวยงามและความสงบสุขเมื่อได้พบเห็น แต่แท้จริงแล้วมันดาลาเป็นสัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดสิ่งที่เป็นนามธรรมของพระพุทธ ศาสนาออกมาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ความหมายที่แท้จริงซึ่งแฝงคำสอนในมันดาลาไม่ควรจะถูกมองข้ามไป และผู้ที่จะนำมันดาลาไปประยุกต์ใช้ในสาขาต่างๆควรมีความเข้าใจในหลักการพื้น ฐานทางพุทธศาสตร์โดยเฉพาะในเรื่องสูญญตา และหลักธรรมต่างๆเป็นอย่างดีเสียก่อน และควรตระหนักอยู่เสมอถึงสาระของมันดาลา และประโยชน์ที่ได้รับต่อการปฏิบัติและการฝึกจิตในการพิจารณา



“ มันดาลา ” ทางบ้านเราเรียกว่า กงล้อ " ธรรมจักร " ธรรมจักร หมายถึงเครื่องหมายทางพระพุทธศาสนา เป็นรูปวงล้อมี 8 ซี่บ้าง 12 ซี่บ้าง ถือเป็นสัญลักษณ์เริ่มแรกของพระพุทธศาสนา



พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาครั้งแรกด้วยการแสดงพระธรรมเทศนาชื่อ " ธรรมจักรกัปวัตนสูตร " โปรดพระปัญจวัคคีย์ นักปราชญ์ทางศาสนาจึงกำหนดธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ของวงล้อ ธรรมะอันจะหมุนเคลื่อนตัวไปรอบแล้วรอบเล่า เพื่อจะให้เข้าถึงประชาหมู่สัตว์ทั่วๆไป ดุจวงล้อของราชรถที่พระราชาประทับเคลื่อนไป



ตราธรรมจักรถ้ามี 4 กง อาจหมายถึง หลักอริยสัจ 4

ตราธรรมจักรถ้ามี 8 กง อาจหมายถึง มรรคมีองค์ประกอบ 8 ประการ

ตราธรรมจักรถ้ามี 16 กง อาจหมายถึง ญาณ 16 ในวิปัสสนากรรมฐาน



กงในตราธรรมจักรอาจมีหลายกง สุดแต่จะกำหนดความหมายตามหลักธรรมที่ผู้สร้างเลื่อมใส หรือปฏิบัตินำมาย่อเข้าไว้




“...คำว่า ‘มันดาลา’ มาจากภาษาสันสกฤต ‘มันดา (manda)’ แปลเป็นภาษาทิเบต ตรงกับคำว่า ‘dkyil’ ซึ่งหมายถึง ‘แก่นศูนย์กลาง หรือที่นั่ง’ โดยใช้ในความหมายควบคู่ไปกับคำว่า ‘โพธิ’ หรือการตื่น การบรรลุธรรม ซึ่งชี้ถึงสถานที่นั่งภายใต้ต้นโพธิ์ ที่ซึ่งการตรัสรู้อย่างสมบูรณ์ได้เกิดขึ้น ส่วนคำว่า‘ลา (la)’ หมายถึง ‘วงล้อที่หลอมรวมแก่น’ ดังนั้น ‘มันดาลา’ จึงแปลว่า ‘ที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ต่างๆในขณะที่รู้แจ้ง’ และภาพเหล่านี้จะปรากฏในมโนทัศน์ของวัชราจารย์(ครูบาอาจารย์ในพุทธศาสนา นิกายวัชรยาน) สำหรับคนไทยเราเรียกคำว่ามันดาลาเป็นสำเนียงไทยว่า ‘มณฑล’ นั่นเอง ซึ่งก็มีความหมายสอดคล้องกัน

ในทางคัมภีร์แล้ว ทิเบตถือว่าทุกชีวิตก็คือมันดาลา มากกว่าจะเป็นเพียงแค่จุดของการ ตระหนักรู้ เพราะเราก็คือสิ่งแวดล้อมของเราเอง อาจกล่าวได้ว่า มันดาลาก็เปรียบเหมือน กับพิมพ์เขียวสำหรับการบรรลุธรรม ที่ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพ ที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสภาวะแวดล้อม

โดยทั่วไป มันดาลามักจะสร้างเป็นวิหารที่มีประตู 4 ทิศ ซึ่งแต่ละทิศจะแสดงถึงพรหมวิหารทั้ง 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และก่อนที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะเดินเข้าประตูได้นั้น จะต้องผ่านด่านทดสอบคือกำแพง 4 ชั้น ซึ่งประกอบไปดัวย
1.กำแพงไฟแห่งความรู้อันบริสุทธิ์
2.กำแพงเพชรแสดงความแข็งแกร่งและกล้าหาญ
3.กำแพงหลุมศพแห่งการมีสติรู้
4.กำแพงดอกบัวแสดงถึงการยอมอุทิศตนต่อพุทธะ

มันดาลาสามารถสร้างได้จากกระดาษ ผ้า หรือทรายก็ได้ โดยมักเริ่มจากโครงประกอบด้วยรูปทรงเรขาคณิตแบบง่ายๆ และค่อยๆเพิ่มรายละเอียดภายในตามแต่จินตนาการหรือ ภาพนิมิตที่เห็น ดังนั้นการสร้างแต่ละครั้งสิ่งที่สำคัญคือ จิตใจที่มีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่ กำลังสร้าง

พระลามะส่วนใหญ่รู้วิธีการสร้างมันดาลา เพื่อใช้ในการประกอบพีธีต่างๆ ซึ่งมักสร้าง โดยการโรยทรายผสมสี มันดาลาบางรูปใช้เวลาสร้างเป็นเดือน ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้ว การสร้างมันดาลาเป็นการฝึกฝนจิตอย่างหนึ่ง มโนจิตและสมาธิต้องดำเนินไปด้วยกัน การ สร้างมันดาลาไม่มีการร่างโครงร่างก่อน ไม่ว่ารูปเมนดาลานั้นจะใหญ่หรือเล็กขนาดใด ดังนั้นมโนจิตในมันดาลานั้นต้องเที่ยงตรง สมาธิต้องมั่นคง บางครั้งพระบางรูปจะท่องมนตราและแผ่เมตตาในขณะที่สร้างด้วย

ส่วนปริศนาธรรมที่แฝงมาในมันดาลานั้นก็คือ ไม่ว่าจะสมบูรณ์สวยงามหรือมั่นคง เพียงใด สุดท้ายก็ต้องสูญสลายไปตามธรรมชาติ และก็เช่นกันเมื่อสูญสลายไปแล้ว ก็จะต้องถูกสร้างขึ้นมาอีก เพราะความมีอยู่ทำให้เกิดความว่าง และความว่างก็เป็นบ่อเกิด ของความมีอยู่

นอกจากนี้ ชาวทิเบตเองยังมีความเชื่อว่า มันดาลาสร้างโดยพระผู้มีปัญญาอันบริสุทธิ์ เนื่องจากในขณะที่สร้าง พระสงฆ์ได้อัญเชิญพลังศักดิ์สิทธิ์มาสถิตในมันดาลา ซึ่งจะ เป็นสิริมงคลให้กับผู้ที่ได้มาเยี่ยมชมมันดาลา อีกทั้งยังช่วยคุ้มครองปกป้องสถานที่ซึ่งมันดาลานั้นตั้งอยู่อีกด้วย ปัจจุบัน ได้มีการประยุกต์เรื่องมันดาลามาใช้ในการบำบัดรักษาโรคทางจิต โดยให้ผู้ รับการบำบัดวาดภาพมันดาลา ซึ่งเป็นการแสดงออกทางอารมณ์และจิตใต้สำนึกของตัวตน ภายใน ทำให้นักจิตแพทย์สามารถเข้าใจถึงปมปัญหาของคนไข้ได้มากขึ้น มันดาลาในยุค ปัจจุบันจึงมีรูปร่างและสีสันที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ละบุคคลจะสร้างออกมา

อย่างไรก็ดี ภาพมันดาลาเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง บางท่านอาจสนใจเพียงความสวยงาม และความสงบสุขเมื่อได้พบเห็น แต่แท้จริงแล้วมันดาลา เป็นสัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดสิ่งที่เป็น นามธรรมของพระพุทธศาสนาออกมาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ความหมายที่แท้จริงซึ่งแฝง คำสอนในมันดาลาไม่ควรจะถูกมองข้ามไป และผู้ที่จะนำมันดาลาไปประยุกต์ใช้ในสาขาต่างๆ ควรมีความเข้าใจในหลักการพื้นฐานทางพุทธศาสตร์โดยเฉพาะในเรื่องสุญญตา และหลักธรรมต่างๆ เป็นอย่างดีเสียก่อน และควรตระหนักอยู่เสมอถึงสาระของมันดาลา และประโยชน์ที่ได้รับต่อการปฏิบัติและการฝึกจิตในการพิจารณา...”